การศึกษาในประเทศอินเดีย

การศึกษาในประเทศอินเดีย

 

 

          ระบบการเรียนของอินเดียโดยในประเทศอินเดียจะมีระบบการเรียนแบบอังกฤษ ซึ่งในระดับประถม – มัธยมจะแบ่งเป็น 2 ระบบคือ โรงเรียนระบบ CBSE และ ICSE โดยทั้งสองระบบนี้จะใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนเท่านั้น และมีภาษาที่สองให้เลือกคือ เยอรมัน,ฝรั่งเศส,ญี่ปุ่นซึ่งความแตกต่างของ 2 ระบบ คือหนังสือเรียนจะไม่เหมือนกัน แต่เนื้อหาจะไปในทางเดียวกัน เนื่องจากทั้ง 2 ระบบ ขึ้นกับกระทรวงศึกษาธิการของอินเดียเหมือนกัน แต่ ที่แบ่งเป็น 2 ระบบเนื่องจากอินเดียเป็นประเทศที่ใหญ่และมีประชากรมาก

 

ระบบการเรียนของอินเดีย

 

          โดยในประเทศอินเดียจะมีระบบการเรียนแบบอังกฤษ ซึ่งในระดับประถม – มัธยมจะแบ่งเป็น 2 ระบบคือ โรงเรียนระบบ CBSE และ ICSE โดยทั้งสองระบบนี้จะใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนเท่านั้น และมีภาษาที่สองให้เลือกคือ เยอรมัน,ฝรั่งเศส,ญี่ปุ่นซึ่งความแตกต่างของ 2 ระบบ คือหนังสือเรียนจะไม่เหมือนกัน แต่เนื้อหาจะไปในทางเดียวกัน เนื่องจากทั้ง 2 ระบบ ขึ้นกับกระทรวงศึกษาธิการของอินเดียเหมือนกัน แต่ ที่แบ่งเป็น 2 ระบบเนื่องจากอินเดียเป็นประเทศที่ใหญ่และมีประชากรมาก หากมีหน่วยงานที่ดูแลเพียงหน่วยงานเดียวจะไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง และประเทศอินเดียเป็นประเทศที่มีภูมิอากาศที่หลากหลายดังนั้นการปิดและเปิด เทอมของแต่ละโรงเรียนก็ไม่ตรงกันโดยในอดีตโรงเรียนจะขึ้นกับระบบ CBSE เป็นส่วนใหญ่และจะสอบปลายภาคตอนเดือนมีนาคม ต่อมีโรงเรียนที่เปิดขึ้นบนภูเขาและไปสอบปลายภาคในเดือนพฤจิกายนเพราะใน เดือน ธันวาคม – กุมพาพันธุ์ หิมะตกจนไม่สามารถเปิดโรงเรียนได้ทางรัฐบาลอินเดียจึงได้ตั้งระบบ ICSE ขึ้นมาเพื่อให้โรงเรียนที่สอบปลายเดือนพฤจิกายนมาจดทะเบียนขึ้นกับระบบนี้ แต่ปัจจุบันระบบที่มีโรงเรียนจดทะเบียนใช้มาที่สุดคือ CBSE โดยทั้ง 2 ระบบนี้ เมื่อเด็กเรียนชั้นประถมศึกษาปี่ 1-6 จนจบก็จะได้รับอนุญาติให้เรียนต่อ ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (Secondary School) คือมัธยมศึกษาปีที่ 1-4 หรือที่อินเดียเรียก Class 7 – Class 10 และในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (Class 10) เด็กจะต้องสอบข้อสอบกลางจากกระทรวงศึกษา(Board Exam) หรือที่บ้านเราเรียก NT ( National Test ) ข้อสอบจะออกโดยคณาจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิของกระทรวงศึกษา และผลการสอบ Board Examนี้จะเป็นตัววัดผลด้วยว่าในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (Senior Secondary School) และเมื่อขึ้นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 5-6 (class 11- class 12) เด็กจะต้องนำผลการสอบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มาวัดผลเมื่อเลือกสายวิชาที่จะเรียน หากได้คะแนน 65% – 80%

          ขึ้นไปจะเลือกได้ทั้งสายวิทยาศาสตร์ ,วิทย์-คณิต และสายศิลป์ หากได้คะแนน 40-64 % สามารถเลือกสายศิลป์ได้ หากเด็กจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (Class 10) จากประเทศไทยและต้องการศึกษาต่อ ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 (Class 11) ทางโรงเรียนจะดูผลการศึกษาจากมัธยมศึกษาปีที่ 4 (Class 10) และพิจารณาว่าเด็กจะสามารถเข้าศึกษาต่อในสายวิชาใดได้บ้าง โรงเรียนที่ขึ้นกับกองกรรมมาธิการศึกษาอินเดีย ทั้ง 2 ระบบนั้นได้รับการรับรองวิทยฐานะจากกระทรวงศึกษาธิการไทยทุกโรงเรียนเมื่อ เรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 (Class 12) จากอินเดียแล้วสามารถนำใบสุทธิ(Transcript)ไปขอเทียบ วิทยฐานะได้ที่กรมวิชาการในกระทรวงศึกษาธิการ ทางกระทรวงศึกษาธิการจะเทียบเท่ามัธยมศึกษาปีที่ 6 ของประเทศไทยให้เลยและสามารถนำไปเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยทุกแห่ง ในประเทศไทยได้เลย และหากต้องการไปศึกษาต่อในประเทศอื่นเช่น อเมริกา, อังกฤษ, ออสเตรเลีย ฯลฯ ก็สามารถนำไปเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีได้เลย หรือหากต้องการศึกษาในประเทศอินเดียก็สามารถศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีได้ เช่นกัน และในระดับปริญญาตรี, ปริญญาโท และปริญญาเอกนั้นประเทศอินเดียมีมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยที่มีมาตราฐานระดับ โลกมากมาย โดยแต่ละรัฐจะมีมหาวิทยาลัยประจำรัฐอยู่ทุกรัฐและจะมีมหาวิทยาลัยและ วิทยาลัยต่างๆ ที่ขึ้นตรงกับมหาวิทยาลัยประจำรัฐอีกมากมาย และมหาวิทยาลัยประจำรัฐเหล่านี้ก็จะขึ้นกับทบวงมหาวิทยาลัยของอินเดียอีกที ระดับปริญญาตรีใช้เวลาศึกษา 3 ปี – 5 ปี แล้วแต่คณะที่เรียน และระดับปริญญาโทใช้เวลาศึกษา 2 ปี มหาวิทยาลัยเอกชนและมหาวิทยาลัยของรัฐมีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับมากพอๆกัน และมหาวิทยาลัยจะมีโควต้าให้กับตัวแทนแทนของตนในประเทศต่างๆ เพื่อรับนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียน ดังนั้นการสมัครผ่านตัวแทนที่มีโควต้าอยู่จะสะดวกมากเพราะจะได้รับการตอบ รับ ทันที หากสมัครด้วยตนเองอาจต้องรอการตอบรับนาน 4-6 เดือน และโอกาสที่จะได้เข้าศึกษามีน้อยเพราะมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่างๆ มักจะรับนักศึกษาที่สมัครโดยใช้โควต้าของตัวแทนก่อน ประเทศอินเดียมีชื่อเสียงในการศึกษา คณะบริหารธุรกิจ, คอมพิวเตอร์, วิศวกรรมศาสตร์, สถาปัตยกรรม และแพทยศาสตร์ มากเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียและได้รับการรับรองวิทยฐานะโดยกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทยทั้ง หมด

 

ระบบต่างประเทศที่อินเดียนำมาใช้ 

          ประเทศอินเดียยังมีการนำระบบของอังกฤษและสวิสเซอร์แลนด์ มาใช้อีกด้วย คือระะบบ IGCSE ซึ่งในระบบ IGCSE นั้นจะเริ่มสอนตั้งแต่ชั้น ม.3 หรือ Class 9 โดยเมื่อนักเรียนจบ ม.2 หรือ class 8 แล้วหากจะเรียนระบบ IGCSE หรือเรียกอีกอย่างว่า University Of Cambridge System นักเรียนจะต้องเลือกเรียน 5 วิชา และเมื่อสอบผ่านครบ 5 วิชา ( โดยปกติแล้วนักเรียนจะสอบผ่านได้ภายในใน 2 ปี )เมื่อผ่านแล้วจะได้ประกาศณียบัตร O LEVEL ซึ่งเมืองไทยเทียบเท่า ม.6 และสามารถนำกลับมาเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้เลย เช่น มหาวิทยาลัยมหิดลอินเตอร์, มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรภาคอินเตอร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ภาคอินเตอร์ ฯลฯ แต่ถ้าน้องๆประสงค์จะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในประเทศอื่นๆ น้องๆจะต้องเรียนต่ออีก 3 วิชา ซึ่งเมื่อสอบผ่านอีก 3 วิชาแล้วนั้นน้องๆจะได้ประกาศนียบัตร A LEVEL ซึ่งใช้เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้เลย ระบบนี้น้องๆจะประหยัดเวลาได้ 2 ปีหากเมื่อจบ O LEVEL แล้วน้องๆกลับมาเรียนต่อมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

 

ระบบ Matriculation

 

          ระบบนี้เป็นระบบเก่าแก่ที่ใช้เฉพาะในรัฐ Tamil Nadu โดยระบบนี้จัดการสอบโดยสำนักงานศึกษาของรัฐ Tamil Nadu เองโดยไม่ได้จัดการสอบทั่วประเทศแบบระบบ CBSE และ ICSE ดังนั้นการยอมรับจะต่างกัน แต่ทั้งสามระบบ CBSE, ICSE, Matriculation เมื่อจบเกรด 12 ก็สามารถนำกลับมาเทียบกับกระทรวงศึกษาไทยได้เลยโดยไม่ต้องสอบอะไรอีก

 

ระบบ Pre University

          ระบบนี้จะใช้สำหรับน้องๆที่จบ ม.4 หรือ ม.5 จากเมืองไทยหรือไหนก็ได้ในโลกก็สามารถไปต่อได้ โดยจะเรียนที่ Bangalore University เมื่อจบ ม.4 ไปก็จะเรียน 2 ปี และจากนั้นก็เข้ามหาวิทยาลัยของเขาได้เลย และหากจบ ม.5 ไปก็เรียนเพียง 1 ปี และสามารถเข้ามหาวิทยาลัย Bangalore University หรือมหาวิทยาลัยอื่นของอินเดียได้เลย แต่ระบบนี้จะเหมาะกับนักเรียนที่จบ
pre university และจะเข้ามหาวิทยาลัยในอินเดียเท่านั้น หากจะไปเรียน ม.5 – ม.6 แล้วกลับมาต่อมหาวิทยาลัยในประเทศไทยก็ให้เลือกเรียนระบบ CBSE , ICSE หรือ IGCSE จะดีกว่า

ช่วงเวลาที่เปิดรับสมัครนักเรียนและนัก ศึกษา

อินเดียเป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่ดังนั้น การเปิดและปิดภาคเรียนจองแต่ละภาคจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแถบ นั้นแต่โดยส่วนใหญ่จะเปิดรับในช่วงเดือนกุมภาพันธ์- กรกฎาคม หรือ เดือนตุลาคม- มกราคม ของทุกปี
ระบบการศึกษาและคุณภาพทางการศึกษาของอินเดีย
PDF
พิมพ์
อีเมล

เขียนโดย Administrator

 

 

ระบบการศึกษาของอินเดีย

          ปัจจุบันสถาบันการศึกษาแห่งชาติหลายแห่งของอินเดีย ซึ่งติดอันดับการจัดอันดับสถาบันในต่างประเทศที่มีชื่อเสียง และเป็นสถาบันการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก อย่างเช่น Indian Institute of Technology (IITs), Indian Institute of Science (IISC), Indian School of Business (ISB), Indian Institute of Management (IIMs) และ All Indian Institute of Medical Sciences (AIIMS)
สถาบันดังกล่าวล้วนเป็นที่หมายปอง และแข่งขันกันอย่างสูงไม่ว่าจากคนอินเดียและต่างประเทศ แต่กระนั้นอินเดียก็ยังมีมหาวิทยาลัยดังๆ อีกหลายแห่งที่คนไทยให้ความสนใจไปศึกษากัน เช่น University of Delhi, Jawaharal Nehru University (JNU) และ University of Pune ที่เมืองปูเณ่ ซึ่งได้รับการขนานนามว่า Oxford of East เลยทีเดียว
ส่วนในระดับปริญญาตรี Presidency College ที่เมืองเชนไน ก็ขึ้นชื่อในเรื่องวิทยาศาสตร์ ส่วนด้านการบริหารก็ต้องที่ Shri Ram College of Commerce ที่เมืองเดลี ส่วนทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ก็ต้องที่ Indian Institute of Technology ที่เมืองกานปัวร์
ในแต่ละปีนั้น อินเดียต้อนรับนักศึกษามากมายจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งได้รับการยอมรับและระบบกฎเกณฑ์ที่เป็นมาตราฐาน ทั้งในแง่คุณภาพและมาตราฐานการศึกษา จึงทำให้สามารถมั่นใจว่า การเลือกประเทศอินเดียเป็นจุดหมายแห่งการศึกษานั้น จะสามารถจบออกไปประกอบอาชีพในอนาคตได้อย่างแน่นอน
ทุกวันนี้สามารถกล่าวได้ว่า อินเดียมีเครือข่ายด้านการศึกษาในระดับอุดมศึกษาใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ซึ่งมีมหาลัยมากกว่า 343 แห่งในอินเดีย นอกนั้นยังมีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนด้านเกษตรกรรมโดยเฉพาะถึง 40 แห่ง และสถาบันเทคโนโลยีอีก 36 แห่ง มหาวิทยาลัยด้านการแพทย์ 18 แห่ง มหาวิทยาลัยเปิด 11 แห่ง มหาวิทยาลัยเฉพาะทางอีก 7 แห่งซึ่งเน้นทางด้านศิลปะและภาษาศาสตร์โดยเฉพาะ มหาวิทยาลัยด้านกฎหมาย 5 แห่ง ซึ่งมี 98 แห่งจากจำนวนทั้งหมด ที่มีฐานะเทียบเท่ามหาวิทยาลัย
อินเดียเรียกได้ว่าเป็นประเทศที่มีประชากรพูดภาษาอังกฤษมากเป็นอันดับ 3 ของโลก มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ดำเนินการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ

 

คุณภาพทางการศึกษาของประเทศอินเดีย

          ระบบมหาวิทยาลัยและสถาบันทางวิชาชีพต่างๆ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ University Grants Commission (UGC) ซึ่งมีบทบาทคล้ายๆ กับทบวงมหาวิทยาลัยของไทย มีอำนาจในการสั่งการควบคุมเพื่อให้ได้มาตราฐานในระดับชาติ ขณะเดียวกันการออกกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ จะอยู่ภายใต้มาตราการของรัฐบาลอินเดีย เพื่อให้เกิดการยอมรับในด้านคุณภาพและมารตรฐาน และยังมีการรับรองผ่าน National Board of Accreditation (NBA) สำหรับการศึกษาด้านเทคนิค และ National Assessment and Accreditation Council (NAAC) สำหรับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา
          หากเปรียบเทียบการศึกษาของอินเดีย ถือว่าทั้งดีและถูกที่สุด ด้วยค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผล ค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตถือว่าถูกกว่าประเทศอื่นๆ คือราวๆ ไม่เกินหกพันบาทต่อเดือน ซึ่งครอบคลุมไปถึงค่าอาหารและค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ระบบการศึกษาในประเทศอินเดียแบ่งเป็น 5 ระดับ ดังนี้

……..1. ระดับอนุบาล (Kindergarten) เป็นการศึกษาในระดับที่เด็กอายุระหว่าง 3-5 ซึ่งไม่ใช่ภาคบังคับ แต่เพื่อเตรียมเด็กให้พร้อมที่จะเข้ารับการศึกษาในระดับประถมศึกษา

…….. 2. ระดับประถมศึกษา (Primary Education) เป็นการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งรัฐบาลอินเดีย กำหนดไว้สำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 14 ปี อายุเฉลี่ยของเด็กที่เรียนในชั้นนี้ระหว่าง 6- 10 ปีหรือ 6-11 ปี หลักสูตร 5- 6ปี (grade 1-6)

…….. 3. ระดับมัธยมศึกษา (Secondary Education) แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ – ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (High School Education) สำหรับนักเรียนอายุระหว่าง 11-14 ปี หรือ 11-15 ปี กำหนดระยะเวลาศึกษาไว้4 – 5ปี (grade6-10) หรือ (grade7-10) เมื่อนักเรียนสอบผ่านจะได้รับ Secondary School Certificate – ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (Higher School Education) สำหรับนักเรียนอายุระหว่าง 16-17 ปี กำหนด ระยะเวลาศึกษาไว้ 2 ปี (grade11-12) เมื่อนักเรียนสอบผ่านระดับนี้จะได้รับ Higher Secondary Education Certificate หรือ Senior School Certificate รวมระยะเวลาศึกษาในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเป็นระยะเวลา 10-12 ปีหรือ 12 ปี (grade12) เมื่อนักเรียนจบ grade12 แล้วหากประสงค์จะเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาจะต้องสอบผ่าน Public Exam ซึ่งดำเนินการโดย Board Education ของรัฐแต่ละรัฐ สำหรับนักเรียนไทยที่จบชั้นมัธยมตอนปลาย (ม.6) จากประเทศไทยเทียบได้เป็น grade12 และในการสมัครเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาของอินเดียนั้นไม่ต้องสอบ Public Exam
ทางมหาวิทยาลัยจะพิจารณารับเข้าเรียนโดยดูคะแนนเฉลี่ยตลอดหลักสูตรของนัก เรียนจาก Transcript เท่านั้น

…….. 4. ระดับอาชีวศึกษา (Vocational Education) การศึกษาในระดับนี้จัดขึ้นสำหรับผู้ที่มีความถนัดทางช่างฝีมือ หรือวิชาชีพเฉพาะทาง ซึ่งไม่ประสงค์หรือไม่สามารถศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา สาขาวิชาที่เปิดสอน ได้แก่ ช่างไฟฟ้า ช่างวิทยุ ช่างก่อสร้าง ช่างเครื่องยนต์ การบัญชี เลขานุการ ฯลฯ ซึ่งดำเนินการโดยรัฐบาลและเอกชน หลักสูตรระยะสั้น 6-12 เดือน หลักสูตรระยะยาว2 – 4 ปี ผู้ที่จบ grade10 มีสิทธิ์เข้าศึกษาได้ แต่โรงเรียนเหล่านี้จะใช้ภาษาท้องถิ่น คือ ภาษาฮินดี(Hindi) ในการเรียนการสอบ ดังนั้นนักเรียนไทยจึงไม่นิยมไปศึกษา ในระดับนี้

…….. 5. ระดับอุดมศึกษา (Higher Education) มหาวิทยาลัยในอินเดียเป็นของรัฐทั้งสิ้น แต่ละมหาวิทยาลัยประกอบด้วย College มากมาย College บางแห่งเป็นของเอกชนซึ่งอยู่ใน ความควบคุมทั้งด้านหลักสูตรการศึกษาและการสอบไล่ของมหาวิทยาลัย กล่าวคือ เมื่อสิ้นปีการศึกษา มหาวิทยาลัยก็จะจัดสอบและมอบปริญญาบัตรแก่ผู้สอบได้

การศึกษาในระดับอุดมศึกษามีดังนี้ คือ
…….. 5.1 ระดับปริญญาตรี (Bachelor?s Degree) หลักสูตรปริญญาตรี โดยทั่วไปกำหนดระยะเวลาศึกษาไว้ 3 ปี ซึ่งได้แก่
…….. ปริญญาตรีทางศิลปะศาสตร์ (B.A.)
…….. วิทยาศาสตร์ (B.Sc.)
…….. พาณิชยศาสตร์ (B.Com)
…….. เภสัชศาสตร์(B.Pharm บางแห่ง 4 ปี ) แต่ยังมีหลักสูตรปริญญาตรีที่กำหนดจำนวนปีการศึกษาแตกต่างจากนี้ คือ ปริญญาตรี 4 ปี ได้แก่ สาขาวิชาทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ (บางมหาวิทยาลัย) ปริญญา 5 ปี ได้แก่ สัตวศาสตร์ สถาปัตยกรรม และศิลปกรรมศาสตร์ หลักสูตรปริญญาตรีบางหลักสูตร ต้องสำเร็จปริญญาบางสาขามาก่อน แล้วมาต่อหลักสูตรเหล่านี้อีก 3 ปี ได้แก่ หลักสูตรนิติศาสตร์ (LL.B.) และสำหรับการศึกษา (B.Ed) และพลศึกษา (B.P.Ed) เรียนต่ออีก 1 ปี

…….. 5.2 ระดับปริญญาโท (MASTER Degree) หลักสูตรปริญญาโทประมาณ 2 ปีต่อจากปริญญาตรี ยกเว้นสาขาวิชาการศึกษาและพลศึกษา ซึ่งกำหนดระยะเวลาไว้ 1 ปีต่อจากระดับปริญญาตรี

…….. 5.3 ระดับ MASTER OF PHILOSOPHY (M.PHIL) ซึ่งเป็นการศึกษาในระดับก่อนปริญญาเอก กำหนดระยะเวลาศึกษาไว้ 1 ปี เป็นการศึกษาทั้ง Course Work และเขียน Thesis ด้วย มหาวิทยาลัยบางแห่งได้กำหนดให้นักศึกษาต้องเรียน M.Phil ก่อนเข้าศึกษาในระดับปริญญาเอก

…….. 5.4 ระดับปริญญาเอก หลักสูตรนี้จะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี สำหรับการเรียนการสอนนั้น สถานศึกษาบางแห่งกำหนดให้เรียน Course Work และเขียน Thesis แต่บางแห่งให้ทำ Research ตามหัวข้อที่อาจารย์ที่ปรึกษาอนุมัติเท่านั้น

….. …ภาคการศึกษา

……. .ใน สาธารณรัฐอินเดียภาคการศึกษาสำหรับนักเรียนในโรงเรียน และนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาจะเหมือนกันและการเปิดเรียนของแต่ละโรงเรียน อาจแตกต่างกันตามสภาพของภูมิภาคที่โรงเรียนตั้งอยู่ ซึ่งบางโรงเรียนอาจเปิดเร็วหรือช้ากว่าที่กำหนดนี้

…… ..ภาคการศึกษาของโรงเรียนต่างๆ
……. .ภาคแรก ประมาณ เดือนเมษายน – เดือนกรกฎาคม
…… ..ภาคสอง ประมาณ เดือนสิงหาคม – เดือนตุลาคม
……. .ภาคสาม ประมาณเดือนตุลาคม – เดือนธันวาคม

…… ..ภาคการศึกษาของโรงเรียนต่างๆ
……. .ภาคแรก ประมาณ เดือนกรกฎาคม – เดือนธันวาคม
…….. ภาคสอง ประมาณ เดือนมกราคม – เดือนพฤษภาคม

….. …การเลือกสถาบันการเรียน
….. …การ ตัดสินใจไปศึกษาต่อต่างประเทศเป็นเรื่องที่สำคัญ ดังนั้นเราจึงควรพิจารณาให้รอบคอบทั้งเรื่องหลักสูตร คุณวุฒิ ระยะเวลาในการเรียน และงบประมาณ ซึ่งในประเทศอินเดียนั้น สถาบันต่างๆในด้านวิชาการแล้วไม่ค่อยจะแตกต่างกันเท่าไหร่ แต่ในด้านสิ่งก่อสร้างอาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง สิ่งที่เราควรพิจารณาลำดับต้นๆ คือ จุดประสงค์หลักในด้านอาชีพว่าหลังจากเราได้ตัดสินใจเลือกหลักสูตรที่จะเรียน ได้แล้วนั้น หลักสูตรการเรียนควรจะสอดคล้องกับอาชีพในอนาคตของเราหรือไม่ โดยสิ่งที่เราเลือกนั้นควรอยู่บนพื้นฐานของความชอบ และรักในสิ่งที่เราได้เรียนมากกว่าการทำตามอย่างคนอื่น เมื่อเราเลือกหลักสูตรได้แล้วควรดูที่คุณวุฒิในการเข้าศึกษาต่อของแต่ละ สถาบันว่าคุณวุฒิของเราตรงตามกับความต้องการของทางสถาบันหรือไม่ และระยะเวลาของแต่ละหลักสูตรว่าใช้เวลาในการเรียนมากน้อยแค่ไหน เพื่อสามารถนำไปคำนวณงบประมาณในการเรียนได้ อีกอย่างคือเมืองที่จะไปเรียนในประเทศอินเดียนั้น มีอากาศที่แตกต่างกันเพราะเป็นประเทศที่ใหญ่อากาศจึงแตกต่างกันไป เช่นทางภาคใต้จะมีฝนตก แต่อากาศจะไม่ร้อนมากนัก เพราะติดทะเล ส่วนทางภาคเหนือจะหนาวเมื่อถึงฤดูหนาวมาก บางแห่งจะมีหิมะตก ส่วนบางแห่งอาจจะร้อนมาก การเรียนที่เมืองใหญ่ๆ ค่าครองชีพก็จะสูงตามเมืองไปด้วย เช่น บอมเบย์ เดลี บังกาลอร์ หรือปูเน่ เป็นต้น ฉะนั้นการตัดสินใจเลือกสถาบันควรจะเลือกให้ดี ตามความเป็นจริงของนักศึกษา ทั้งด้านความรู้ ค่าใช้จ่าย และสภาพของนักศึกษาเอง

….. … การเตรียมเอกสารในการสมัครเรียน
….. …1. หนังสือเดินทาง (Passport) ตัวจริงพร้อมสำเนา
….. …2. รูปถ่ายสีขนาด 2 นิ้ว จำนวน 1 โหล
….. …3. ใบรับรองการจบ (เป็นภาษาอังกฤษ)
….. …4. ใบแสดงผลการเรียน (Transcript) เป็นภาษาอังกฤษ
….. …5. โครงร่างวิทยานิพนธ์ (สำหรับปริญญาเอก)
….. …6. ใบรับรองแพทย์ (เป็นภาษาอังกฤษ)

ข้อมูลทั่วไป

อินเดียเป็นประเทศที่เก่าแก่ยาวนาน ดังนั้น สภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในปัจจุบัน จึงเป็นการผสมผสานระหว่างของเก่าและใหม่

อินเดีย เป็นประเทศที่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดู พุทธ และมุสลิม หลังจากได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1947 อินเดียได้ปกครองในระบอบประชาธิปไตยภายใต้โครงสร้างสาธารณรัฐ ปัจจุบันอินเดียมี 28 รัฐ และดินแดนกึ่งรัฐ 7 แห่ง ภาษาฮินดี และภาษาอังกฤษใช้กันแพร่หลายทั่วไปในอินเดีย

ปัจจุบันอินเดียมีประชากรกว่าพันล้านคน โดยอาศัยในกรุงนิวเดลีประมาณกว่า 10 ล้านคน

วิถีชีวิตคนอินเดีย

ประชากรอินเดียนับถือศาสนาฮินดู ร้อยละ 82.41 อิสลามร้อยละ 11.67
ที่เหลือนับถือศาสนาอื่น ทั้งนี้เป็นการนับถือศาสนาพุทธร้อยละ 0.77

วิถี ชีวิตของคนส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลความเชื่อความศรัทธาจากศาสนาฮินดูเป็นส่วน ใหญ่ และประชากรที่มิได้นับถือศาสนาฮินดู ก็มีวิถีชีวิตภายใต้ศรัทธาของตนอย่างเคร่งครัด คนอินเดียค่อนข้างคบหาคนต่างชาติด้วยความระมัดระวังและมีความเป็นชาตินิยม สูง ปัจจุบันอินเดียมีประชากรมาก คนอินเดียจึงเป็นคนที่มีความพยายามสูง มีความอดทน ฉลาดในการต่อรองช่ำชองในธุรกิจการค้าขาย

 

 

สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ภูมิประเทศอินเดียเป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นลำดับที่ 7 ของโลก มีพื้นที่ทั่วไปประมาณ 3.3ล้านตารางกิโลเมตร แม้จะตั้งอยู่ในเอเชียอินเดียก็มีความแตก ต่างจากประเทศอื่นๆ ในเอเซีย และมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้านทิศเหนือของประเทศจรดเทืองเขาหิมาลัยซึ่งลาดเทลงไปสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำ คงคา ในอินเดียตอนกลางเทือกเขาวินธัย (Vindhya) แบ่งแยกคาบสมุทรเดคข่าน (Deccan Peninsular) ออกจากที่ราบตอนเหนือของประเทศ ด้านชายฝั่งทะเลทิศตะวันตะวันออกติดฝั่งเบงกอล (Bengal Bay) และทิศตะวันตกเป็นฝั่งทะเลติดกับทะเลอาหรับ (Aradian Sea) ด้านทิศใต้สุดจรดมหาสมุทรอินเดียอันกว้างใหญ่ไพศาล ที่ราบเดคข่าน (Deccan Plateau) เป็นถิ่นเก่าแก่ที่สุดของอินเดีย ซึ่งนักธรณีวิทยาสันนิษฐานว่าเคยเป็นแผ่นดินเดียวกันกับแผ่นดินทวีปอเมริกา ใต้ แอฟริกา ออสเตรเลีย ภายหลังเกิดความเปลี่ยนแปลงของแปลือกโลกจึงแยกออกจากกันดังที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบัน อินเดียมีพรมแดนทางบกติดต่อกับปากีสถาน อัพฟานิสสถาน จีน เนปาล ภูฐาน พม่า และบังคลาเทศ ส่วนอื่นๆ ของประเทศติดกับมหาสมุทรอินเดียและทะเลอาหรับ

 

ภูมิอากาศ

อินเดียมี 3 ฤดูกาลได้แก่
1.ฤดูร้อน ระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายนอุณหภูมิสูงสุดประมาณ 35 องศาเซลเซียส
2.ฤดูฝน ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายนอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 28 องศาเซลเซียส
3.ฤดูหนาว ระหว่างเดือนตุลาคม-มีนาคมอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 10-17 องศาเซลเซียส โดยอุณหภูมิต่ำสุดประมาณ – 3 องศาเซลเซียส เฉพาะบางเมืองเท่านั้น

 

เวลา

          เวลาในประเทศอินเดียช้ากว่าในประเทศไทย 1.30 ชั่วโมง แต่การทำกิจกรรมและบริหารเวลาจะต่างกันมากโดยทั่วไปชาวอินเดียส่วนใหญ่จะ เริ่มงานและทานอาหารเช้าเวลา 10.00 น และพัก
เที่ยงตอน14.00 น.หรือ 15.00 น. และทานอาหารเย็น ตอน 20.00 น.

 

การศึกษาต่อในประเทศอินเดีย

          มหาวิทยาลัย บังกาลอร์เปิดสอนในระดับปริญญาตรี โท และเอก ในสาขาวิชาต่าง ๆ มากมาย โดยแบ่งเป็น 10 คณะ 120 สาขาวิชา ภายในมหาวิทยาลัยประกอบด้วยตึกของแต่ละคณะ ห้องสมุดประจำภาควิชาหอสมุดกลางที่หอพักนักศึกษาไปรษณีย์ธนาคารและร้านอาหาร มหาวิทยาลัยบังกาลอร์แบ่งระบบควบคุมการศึกษาออกเป็น 4 ส่วน คือ

1. มหาวิทยาลัยบังกาลอร์ จะควบคุมดูแลคณะบริหารธุรกิจ นิเทศศาสตร์ ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์
วิทยาศาสตร์ บัญชี จิตรกรรม การโรงแรมและการท่องเที่ยว สังคมศาสตร์ อักษรศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ รัฐศาสตร์
2. มหาวิทยาลัยวิศเวศวารายาเทคโนโลยี(Visvesvaraya Technology University) เป็นส่วนหนึ่ง
ของมหาวิทยาลัยบังกาลอร์ที่แยกตัวออกมาควบคุมคณะวิศวกรรมศาสตร์
3. มหาวิทยาลัยอินเดีย(India University)เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยบังกาลอร์ที่แยกตัวออกมา
ควบคุมคณะนิติศาสตร์
4. มหาวิทยาลัยราจีฟ คานธี(Rajiv Gandhi University) เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยบังกาลอร์ที่
แยกตัวออกมาควบคุมคณะแพทย์ คณะพยาบาล และคณะเภสัชศาสตร์

ปัจจุบันนี้ทางรัฐบาลอินเดียได้ร่วมมือกับภาคเอกชนมีนโยบายที่จะพัฒนา มหาวิทยาลัยบังกาลอร์ให้เป็นศูนย์กลางทั้งทางด้านการศึกษาและเทคโนโลยีควบ คู่กันไป ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่ามีนักศึกษาจากทั่วโลกมาศึกษาต่อที่นี่ทั้งประเทศใน แถบยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย เพราะระบบการศึกษาของอินเดีย อยู่ในอันดับ 4 ของโลกในทุกสาขาวิชา ซึ่งได้รับ การจัดอันดับจาก Association of InternationalUniversity เป็นองค์กรหนึ่งของ Unesco ซึ่งมีสมาชิกกว่า 265 ประเทศ

ระบบการศึกษา
มหาวิทยาลัย บังกาลอร์ได้รับระบบการศึกษามาจากประเทศอังกฤษ กล่าวคือมหาวิทยาลัยบังกาลอร์ใช้ระบบการศึกษาแบบมีวิทยาเขตร่วม (Affiliating) หมายถึง การให้เอกชนมาลงทุนในด้านการสร้างสถานศึกษาหรือวิทยาลัยต่าง ๆ (College) และจัดเก็บค่าเทอม แต่ในระบบการสอน รายวิชาที่เรียน และการสอบ ทางมหาวิทยาลัยบังกาลอร์จะเป็นผู้ควบคุมและดูแลทั้งหมด ในการสอบแต่ละครั้งทางมหาวิทยาลัยบังกาลอร์จะเป็นผู้ประกาศโดยวิทยาลัยทั้ง หมดจะต้องทำการสอบพร้อมกันหมด และผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับวุฒิปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยบังกาลอร์

สำหรับ นักศึกษาต่างชาตินิยมที่จะเข้าเรียนตาม College ต่าง ๆ เนื่องมาจากมหาวิทยาลัยบังกาลอร์กลาง ( Central College Campus) จะเปิดให้เฉพาะชาวอินเดียที่ได้รับทุนจากรัฐบาลเท่านั้นเข้าศึกษา นักศึกษาต่างชาติหรือนักเรียนอินเดียที่ไม่ได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาล ต่าง ๆ ก็พอใจในการเข้าเรียนตามCollegeที่เปิดโดยเอกชนเพราะมาตรฐานการเรียนการสอน นั้นเท่าเทียมกันและได้รับปริญาบัตรจากมหาวิทยาลัยบังกาลอร์เหมือนกัน โดยไม่มีการระบุว่าเรียนใน College ใด

 

ในหนึ่งปีการศึกษาของมหาวิทยาลัยบังกาลอร์ แบ่งออกเป็น 2 เทอม

• เทอมที่ 1 เดือนกรกฎาคม – พฤศจิกายน
• เทอมที่ 2 เดือนธันวาคม – พฤษภาคม
การสอบในหนึ่งเทอมการศึกษาจะมีการสอบ 2 ครั้ง คือ การสอบเก็บคะแนนหรือเรียกว่า การสอบกลางภาคและการสอบปลายภาค
• เก็บคะแนนเข้าเรียน 10 %
• การสอบกลางภาคที่ข้อสอบออกโดย College 20%
• การสอบปลายภาคข้อสอบที่ออกโดย Bangalore University 70%

 

เวลาในการรับสมัคร

• ประถมศึกษา – มัธยมศึกษา เปิดรับสมัครเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายนของทุกปี

• ปริญาญาตรี เปิดรับ สมัครเดือนกุมภาพันธ์ – กรกฎาคม ของทุกปี

• ปริญาญาโท เปิดรับสมัครเดือนมีนาคม – สิงหาคม ของทุกปี

• ปริญาญาเอก เปิดรับสมัครเดือนมีนาคม – พฤษภาคม ของทุกปี

เอกสารในการสมัครเรียน

• ระดับประถมศึกษา – มัธยมศึกษา
1. พาสปอร์ตที่มีอายุการใช้งานก่อนหมดอายุ 1 ปี
2. สูจิบัตร (ใบเกิด) พร้อมสำเนา 1 ชุด
3. Transcript ฉบับภาษาอังกฤษตัวจริง 2 ชุด
4. รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว 6 ใบ และรูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว 6 ใบ
5. ใบรับรองจบการศึกษาโรงเรียนเดิมฉบับภาษาอังกฤษ 1 ใบ

 

• ระดับปริญญาตรี
1. พาสปอร์ตที่มีอายุการใช้งานก่อนหมดอายุ 1 ปี
2. Transcript มัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือ ปวช. ฉบับภาษาอังกฤษ จำนวน 2 ชุด
3. ใบรับรองการตรวจเลือดเชื้อ HIV จากโรงพยาบาล ฉบับภาษาอังกฤษ
4. รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว 6 ใบ และรูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว 6 ใบ
(ไม่ต้องใช้หลักฐานทางด้านการเงิน และไม่ต้องใช้ผลสอบ TOEFL, IELTS)

 

ระดับปริญญาโท
1. พาสปอร์ตที่มีอายุการใช้งานก่อนหมดอายุ 1 ปี
2. Transcript ฉบับภาษาอังกฤษวุฒิปริญญาตรีจำนวน 2 ชุด
3. Transcript ฉบับภาษาอังกฤษวุฒิมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 2 ชุด
4. ใบรับรองการตรวจเลือดเชื้อ HIV จากโรงพยาบาล ฉบับภาษาอังกฤษ
5. รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว 6 ใบ และรูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว 6 ใบ
(ไม่ต้องใช้หลักฐานทางด้านการเงิน และไม่ต้องใช้ผลสอบ TOEFL, IELTS)

 

ระดับปริญญาเอก
1. พาสปอร์ตที่มีอายุการใช้งานก่อนหมดอายุ 1 ปี
2. Transcript ฉบับภาษาอังกฤษวุฒิปริญญาโทจำนวน 2 ชุด
3. Transcript ฉบับภาษาอังกฤษวุฒิปริญญาตรีจำนวน 2 ชุด
4. Transcript ฉบับภาษาอังกฤษวุฒิมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 2 ชุด
5. บท Proposal (โครงเรื่องวิจัยในระดับปริญญาเอกบทย่อ) ประมาณ 3 บท
6. ใบรับรองการตรวจเลือดเชื้อ HIV จากโรงพยาบาล ฉบับภาษาอังกฤษ
7. รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว 6 ใบ และรูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว 6 ใบ
(ไม่ต้องใช้หลักฐานทางด้านการเงิน และไม่ต้องใช้ผลสอบ TOEFL, IELTS)

 

หลักสูตรระดับปริญญาตรี

การศึกษาในระดับปริญญาตรีที่อินเดียหากเป็นสาขาทางด้าน Arts, Commerce, Sciences,
Management, Humanities และ Computer จะใช้เวลาเรียน 3 ปี ส่วนสาขาเกี่ยวกับ Agricuture,
Dentistry, Engineering, Pharmacy, Technology และ Verterinary Medicine (สัตวแพทย์)
จะใช้เวลาเรียน 4 ปี สาขาวิชา Law, Architecture และ Medicine จะใช้เวลาเรียน 5 ปี

หลักสูตรระดับปริญญาโท

การศึกษาในระดับปริญญาโทจะใช้เวลาเรียน 2 ปี ซึ่งในเนื้อหาของหลักสูตรจะเป็นเรื่องของ
Coursework โดยไม่มี Thesis หรือ Research ซึ่งการรับสมัครนักศึกษาระดับปริญญาโทในสาขา
วิศวกรรมและเทคโนโลยี จะรับโดยที่ผู้สมัครต้องผ่าน Graduate Aptitude Test หรือทดสอบความ
ถนัดในด้านวิศวกรรม

ระดับ ที่สูงกว่าปริญญาโทที่เรียกว่า Pre-Doctoral Programe หรือ Master of Philosophy (M.Phil) ซึ่งจะรับผู้ที่จบระดับปริญญาโทมาแล้ว ซึ่งระดับนี้สามารถจบโดยการทำวิจัยเป็นหลัก หรืออาจรวมกับ Coursework และการจะได้รับปริญญาเอกขั้น Ph.D. ก็ต้องทำวิจัยอีก 2 ปีหลังจากจบระดับ M.Phil

 

หลักสูตรการศึกษา ปริญญาเอก

การศึกษาในระดับปริญญาเอกที่อินเดียนั้นมี 2 ระบบ คือ
1. ระบบการเรียนที่ต้องทำ Thesis ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญาในขั้น Doctor เท่านั้นแต่ไม่
สามารถใช้คำนำหน้านามว่า ดร. จะใช้เวลาเรียน 3 ปี
2. ระบบการเรียนที่ต้องทำResearchผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญาในขั้นPh.D.สามารถใช้คำนำ
หน้านามว่า ดร. จะใช้เวลาเรียน 2-7 ปี แล้วแต่ระยะเวลาของนักศึกษาในการทำวิจัย

มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของอินเดียไม่ได้เน้นเรื่องผลสกอร์ TOEFL หรือ IELTS ในการประเมินความ
สามารถทางด้านภาษาอังกฤษของนักเรียน อย่างไรก็ตามเนื่องจากการสอนในสถาบันการศึกษาของ
อินเดียใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ดังนั้นผู้ที่ต้องการไปศึกษาต่อที่ประเทศอินเดียควรที่จะมีความรู้ภาษา
อังกฤษบ้างพอสมควร