วัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน

 

ความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมและการแลกเปลี่ยนในระดับประชาชน

วัฒนธรรม

ไทยและอินเดียมีความผูกพันด้านวัฒนธรรมมาตั้งแต่โบราณกาลกว่า 2,000 ปีมาแล้วโดยในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชมีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้ามาในดินแดนสุวรรณภูมิปัจจุบันมรดกทางวัฒนธรรมและประเพณีจากอินเดียยังคงมีอิทธิพลสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของคนไทยทั้งทางด้านศาสนาภาษาวรรณกรรมและศิลปะแขนงต่างๆ

 

ไทยได้จัดโครงการต่อเนื่องเพื่อเผยแพร่ความเป็นไทยและสร้างสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ อาทิ การอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปยังอินเดีย และการจัดงาน Destination Thailand ของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยในอินเดียเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ ในปี 2555 ไทยได้จัดส่งคณะนาฏศิลป์และช่างฝีมือ เข้าร่วมงานหัตถกรรม Surajkund Mela            ครั้งที่ 26 ในฐานะ partner country ที่รัฐหรยาณาเป็นต้น

 

ไทยและอินเดียลงนามความตกลงด้านวัฒนธรรมในปี 2520 และระหว่างการเยือนไทยของ ดรมันโมหัน สิงห์ นายกรัฐมนตรีอินเดีย ระหว่างวันที่ 30-31 พฤษภาคม 2556 ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งโครงการแลกเปลี่ยนไทยอินเดีย (MoU on the Establishment of the India-Thailand Exchange Programme) เพื่อกระชับความสัมพันธ์ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ การศึกษา และวัฒนธรรม ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

 

อินเดียจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมอินเดีย (Indian Cultural Centre) เมื่อเดือนกันยายน 2552 ที่กรุงเทพฯ เพื่อช่วยส่งเสริมให้ชาวไทยได้เข้าใจวัฒนธรรมอินเดียมากขึ้น และขณะนี้พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติไทยกำลังร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอินเดียที่เมืองกัลกัตตาเตรียมการจัดนิทรรศการศิลปะพุทธ (Buddhist Art Exhibition) ในกรุงเทพฯ

 

รัฐบาลอินเดียให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี โท และเอก ปีละมากกว่า 100 ทุนแก่นักศึกษาไทยมาศึกษาในประเทศอินเดีย ในขณะที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยหลายแห่งมีศูนย์อินเดียศึกษาหรือสาขาวิชาภารตศึกษา (Indian Studies) ระดับปริญญาตรีและโท เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นต้น

 

ในโอกาสเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการและเข้าร่วมงานสถาปนาสาธารณรัฐอินเดียในฐานะแขกเกียรติยศ ระหว่าง 24-26 มกราคม 2555 นายกรัฐมนตรี (.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้ประกาศการสนับสนุนโครงการฟื้นฟูมหาวิทยาลัยนาลันทาของรัฐบาลอินเดีย และต่อมา ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555      ดรโคปา สภรวาล (Gopa Sabharwal) รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยนาลันทา ได้จัดพิธีรับมอบเงินสนับสนุนอย่างเป็นทางการ และเอกอัครราชทูตพิศาล มาณวพัฒน์ ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทยได้มอบเงินบริจาคจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ เข้าสู่กองทุนก่อตั้งมหาวิทยาลัยนาลันทา(Establishment Fund) นอกจากนั้น ยังมีภาคเอกชนไทยที่ร่วมบริจาคสมทบผ่านกระทรวงการต่างประเทศ อาทิ บริษัท ปตทสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (10,000 ดอลลาร์สหรัฐธนาคารกรุงเทพฯ (300,000 บาทธนาคารกรุงไทย (200,000 บาทเครือเจริญโภคภัณฑ์ (5,000 ดอลลาร์สหรัฐ มอบระหว่างการเยือนอินเดียของนายกรัฐมนตรีเมื่อมกราคม 2555) บริษัท           ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ (100,000 บาทและบริษัท สไมล์ภัณฑ์ จำกัด (5,000 บาทซึ่งเงินบริจาคในส่วนของภาคเอกชน (รวมประมาณ 925,000 บาทจะถูกนำไปตั้งเป็นกองทุน “Thailand Fund for Nalanda University” เพื่อเป็นทุนการศึกษาวิจัยในสาขาพุทธศึกษาและปรัชญาต่อไป

 

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ประชาชนของทั้งสองฝ่ายมีการติดต่อสัมพันธ์กันตั้งแต่ในอดีต อาทิ เมื่อปี พ.ศ. 2470 รัฐบาลไทยได้เชิญนายรพินทรนาถ ฐากูร (Rabindranath Tagore) กวีที่มีชื่อเสียงของอินเดีย ซึ่งเป็นคนแรกของเอเชียที่ได้รับรางวัลโนเบลมาเยือนไทย และต่อมาได้เขียนกวีนิพนธ์ชื่นชมประเทศไทย ซึ่งได้นำไปสู่การจัดตั้งอาศรมวัฒนธรรมไทย – ภารตะในประเทศไทย ที่มีบทบาทสำคัญต่อชุมชนชาวอินเดียในประเทศไทยในการสนับสนุนการต่อสู่เพื่อเอกราชของอินเดีย โดยรัฐบาลไทยได้อนุญาตให้จัดการประชุมว่าด้วยเอกราชของอินเดีย (Indian Independence Conference) ขึ้นที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2485 ยังผลให้ชาวอินเดียมีทัศนคติที่ดีต่อประเทศไทย

 

ปัจจุบัน ปฏิสัมพันธ์ในระดับประชาชนมีความแน่นแฟ้น ชาวไทยเชื้อสายอินเดียที่อาศัยอยู่

 

ในประเทศไทยขณะนี้ ประมาณ 200,000 คน มีส่วนช่วยส่งเสริมภาพพจน์ที่ดีของไทยในสายตาชาวอินเดีย เนื่องจากสังคมไทยเปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านี้สามารถสร้างฐานะ ประกอบธุรกิจ เข้ารับราชการ และมีบทบาทในวงการการเมืองไทยได้

 

ชาวไทยเชื้อสายอินเดียที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยได้ก่อตั้งสมาคมต่าง ๆ เช่น หอการค้าไทย – อินเดีย อาศรมวัฒนธรรมไทย – ภารตะ สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย – อินเดีย สมาคมซิกข์แห่งประเทศไทย สมาคมฮินดูธรรมสภา สมาคมฮินดูสมาชิกแห่งประเทศไทย สมาคมสตรีอินเดีย เป็นต้น นอกจากนี้ นักธุรกิจชาวอินเดียที่มีความผูกพันกับประเทศไทย และเป็นลูกหลานของชาวอินเดียที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยได้จัดตั้งสมาคมมิตรภาพอินเดีย-ไทยขึ้นที่กรุงนิวเดลี โดยที่ผ่านมาได้จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างชาวไทยกับชาวอินเดียอย่างสม่ำเสมอ

 

ภาพยนตร์

ภาพยนตร์บอลลีวู้ด (Bollywood) เป็นที่รู้จักของชาวไทยมากขึ้นในขณะที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์บอลลีวู้ดของอินเดียสนใจใช้ไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำปีละกว่าร้อยเรื่อง

 

การท่องเที่ยว

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ชาวอินเดียนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก และชาวอินเดียเดินทางไปท่องเที่ยวในไทยมากกว่า 1 ล้านคนติดต่อกัน 2 ปี ตั้งแต่ปี 2555 โดยในปี 2556 มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปไทยทั้งหมด 26.7 ล้านคน (เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ร้อยละ16) ในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวจากอินเดีย 1.05 ล้านคน(เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ร้อยละ 3.6) หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 4 จากจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด และเป็นอันดับที่ 7 ของประเทศที่มีนักท่องเที่ยวไปไทยมากที่สุด

 

ไทยส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดบนของอินเดียมาใช้บริการจัดประชุมสัมมนา ถ่ายทำภาพยนตร์ เล่นกอล์ฟ ตลอดจนจัดงานฉลองต่างๆ อาทิ งานแต่งงาน งานครบรอบวันเกิด งานครบรอบวันแต่งงาน เป็นต้น ในไทย นอกจากนั้น นโยบายการเปิดเสรีด้านการบิน (Open Sky Policy) ได้มีส่วนในการเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสองฝ่าย

 

ปัจจัยที่ทำให้ประเทศไทยเป็นที่นิยมในหมู่ชาวอินเดีย คือ ค่าใช้จ่ายไม่แพง เดินทางสะดวก มีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม และที่สำคัญคือภาพยนตร์อินเดียเข้าไปถ่ายทำในประเทศไทยเป็นจำนวนมากส่งผลให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในหมู่คนอินเดีย

 

ปัจจุบันมีเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพฯกับเมืองสำคัญๆในอินเดียอาทิกรุงเทพฯเดลี กรุงเทพฯมุมไบ กรุงเทพฯกัลกัตตา กรุงเทพฯเจนไน และกรุงเทพฯบังคาลอร์ 7 สายการบิน จำนวนกว่า 200 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ โดยบริษัทการบินไทยมี 8 จุดบินและมีเที่ยวบินตรงสัปดาห์ละเกือบ 50 เที่ยว (ไปกลับ)

 

ในปี 2556 นักท่องเที่ยวไทยไปอินเดีย 93,823 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.53 จากปี 2555

 

(92, 404 คน)  และเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.27 จากปี 2554 (89,128 คนส่วนใหญ่เดินทางมาแสวงบุญตามพุทธสังเวชนียสถานต่างๆ รวมถึงการมาเที่ยวชมทัชมาฮาล และเมืองศรีนคร (Srinagar) ในรัฐชัมมูร์และแคชเมียร์ ปัจจัยสำคัญ คือความใกล้ชิดทั้งทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม กับทั้งยังมีความคุ้มค่าในแง่ค่าใช้จ่าย (Value for money)

 

 

ที่มา : สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี